ใส่ใจโรคระบบย่อย ผู้สูงอายุ ( 8 คน )

          จากบทความที่แล้ว เราทราบว่าระบบย่อยเริ่มต้นที่สมอง และเรารู้ว่าลำไส้เล็กคือ ที่อยู่ของภูมิคุ้มกัน บทความนี้จะบอกเพิ่มเติมอีกว่า สมองและระบบย่อยเชื่อมโยงถึงกัน ฉะนั้นความผิดปกติใดก็ตามที่เกิดขึ้นที่ระบบย่อย ก็จะกระทบต่อสมองและอารมณ์ ในทางกลับกัน หากเกิดความผิดปกติที่สมอง ก็จะส่งผลต่อระบบย่อยเช่นกัน

          ยิ่งเป็นผู้สูงอายุ เมื่ออวัยวะที่เกี่ยวกับการย่อยอาหารเกิดความเสื่อม เริ่มตั้งแต่การทำงานของสมอง ปากและฟัน กล้ามเนื้อหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ รวมถึงตับที่ทำหน้าที่ขับพิษ และตับอ่อนที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ยิ่งเสี่ยงต่อการเกิดโรคที่เกี่ยวกับความเสื่อมได้มากยิ่งขึ้น

            ทั้งนี้โรคผู้สูงอายุที่พบบ่อย และมีสาเหตุที่แท้จริงมาจากระบบย่อยคือ...

 

1. อาหารไม่ย่อย กรดไหลย้อน

          โรคนี้เกิดขึ้นที่ระบบย่อยอาหาร โดยนายแพทย์เคนเนธ อาร์. เดอโว ตีพิมพ์ใน Gastroenterology Hepatology ปี 2007 บทความชื่อ Management of Reflux Disease in Elderly Patients กล่าวถึงภาวะอาหารไม่ย่อยและกรดไหลย้อน เสี่ยงโรค Barrett esophagus ซึ่งเป็นการอักเสบของหลอดอาหารส่วนปลาย ซึ่งสามารถลามมาสู่มะเร็งหลอดอาหาร และการรักษาในผู้สูงอายุก็ดูจะไม่ค่อยได้ผล เมื่อเทียบกับคนอายุน้อย

          นอกจากนี้ งานวิจัยชื่อ Gastroesophageal reflux disease: Important considerations for the older patients ยืนยันว่า โรคกรดไหลย้อนเป็นโรคที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะกรดไหลย้อนเวลานอน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการนอนหลับ และส่งผลต่อสุขภาพในภาพรวม และเมื่อสุขภาพไม่แข็งแรงสมบูรณ์ ก็จะมีผลต่อคุณภาพชีวิต และอเมริกาใช้เงิน 9.3 ล้านล้านดอลล่าร์ในการรักษา

          และกรดไหลย้อน ในผู้สูงอายุมักทำลายเนื้อเยื่อในหลอดอาหาร ทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อโรคง่ายขึ้น ซึ่งจะยิ่งส่งผลรุนแรงต่อปัญหากรดไหลย้อน เนื่องจากบาดแผลในเนื้อเยื่อดังกล่าว นอกจากหลอดอาหารจะบาดเจ็บแล้ว ยังลดการหลั่งน้ำลาย มีปัญหาเกี่ยวกับการกลืนตามมา

          สาเหตุของอาการนี้มาจาก การที่ผู้สูงอายุเหล่านี้เคยสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ น้ำหนักเกิน มีไลฟสไตล์นั่ง ๆ นอน ๆ

          หากต้องรักษาโดยใช้ยาลดกรด ก็จะเกิดผลกระทบต่อสุขภาพตามมาอีกมากมาย เป็นแถวยาวเท่าหางว่าว เช่น ขาดแคลเซียม ขาดวิตามินบี 12

 

2. ระดับน้ำตาลในเลือด และความดันโลหิตสูง

          ระดับน้ำตาลในเลือดผิดปกติเป็นอาการปกติของผู้สูงอายุ เนื่องจากระบบการควบคุมน้ำตาลและรบบควบคุมการเผาผลาญ ซึ่งเกี่ยวข้องกับอวัยวะในระบบย่อยอาหารเสื่อมลง กล่าวคือ ตับอ่อนและตับทำงานผิดปกติ

          การที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูง ก็เป็นสาเหตุสำคัญทำให้เกิดการอักเสบภายในร่างกาย ส่งผลต่อการควบคุมความดันโลหิต ซึ่งในผู้สูงอายุก็มีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นตามวัย บทความที่ตีพิมพ์ใน Postgraduate Medical Journal จัดทำโดย The BMJ ชื่อ Blood Pressure and Aging กล่าวถึงงานวิจัยจาก Framingham Heart Study พบว่า ยิ่งความดันโลหิตสูงเท่าไร ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจเพิ่มขึ้น ยิ่งเสี่ยงการตายจากโรคหลอดเลือดหัวใจเพิ่มขึ้นด้วย

          โรคความดันโลหิตสูง มักเกิดขึ้นหลังจากผู้สูงอายุป่วยเป็นโรคเบาหวานประเภท 2 และแม้แต่ไม่มีโรคประจำตัว ความดันโลหิตก็สูงขึ้นได้ โดยการศึกษาพบว่า เกิดจากผู้สูงอายุเปลี่ยนอาหาร ไม่ค่อยออกกำลังกาย ร่างกายจึงเกิดความเครียดเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ “โซเดียม” ก็อาจทำให้หลอดเลือดแข็งตัวขึ้น

          นอกจากนี้โรคความดันโลหิตสูง ก็ยังเพิ่มความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์ส ความจำเสื่อม และมโรคมะเร็งอีกด้วย

 

3. ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ

          เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันนั้นมีที่ตั้งสำคัญอยู่บริเวณผนังลำไส้เล็ก ฉะนั้นโรคเกี่ยวกับภูมิคุ้มทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นโรคภูมิแพ้ ทั้งที่เกี่ยวกับผิวหนัง และทางเดินหายใจ รวมทั้งโรคแพ้ภูมิตนเอง หรือออโต้อิมมูน ล้วนต้องรักษาที่ระบบย่อยอาหาร ซึ่งเป็นสาเหตุที่แท้จริงไปด้วย

          เมื่ออายุเพิ่มขึ้น ภูมิคุ้มกันก็ยิ่งอ่อนแอลง เนื่องจากระบบย่อยและการเผาผลาญไม่สามารถทำหน้าที่ตามที่เคยทำตามกปติได้ ซึ่งมาจากความเสื่อมของอวัยวะในระบบย่อยเมื่ออายุเพิ่มขึ้น เนื่องจากการย่อยอาหารเป็นไปไม่ได้สมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการเคี้ยว กรดไหลย้อน หรือได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน ทำให้อาหารที่ลงไปยังลำไส้เล็ก เป็นอาหารที่ย่อยไม่ละเอียด ร่างกายดูดซึมไม่ได้ จึงบูดเน่า ทำเกิดแบคทีเรียผ่านทะลุผนังลำไส้เล็ก หรืออาจเป็นอาหารที่มีโปรตีนแปลกปลอม เช่น กลูเต้น

          ซึ่งสิ่งเหล่านี้ เมื่อผ่านทะลุผนังลำไส้เล็กเข้าไปได้แล้ว สิ่งแปลกปลอม (foreign substance) ไม่ว่าจะเชื้อโรคหรือโปรตีนแปลกปลอม ก็ล้นแล้วแต่เข้าไปทำลายภูมิคุ้มกัน ซึ่งเรียงรายอยู่ตามผนังลำไส้

          จึงพบว่า ต้องมีการฉีดวัคซีนพิเศษให้กลุ่มผู้สูงอายุ เช่น วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่

 

4. ปัญหาระบบขับถ่าย

          ปัญหาระบบขับถ่าย เราเหมารวมไปยังระบบขับพิษ เนื่องจากอวัยวะที่เกี่ยวกับการขับพิษนั้นเสื่อมลงในผู้สูงอายุ เช่น ตับ การสะสมท็อกซินและสารเคมีในร่างกาย ไต กระเพาะปัสสาวะ ระบบการจัดการน้ำในร่างกาย ลำไส้ใหญ่ การสะสมของแบคทีเรียและจุลินทรีย์ตัวร้ายในร่างกาย

          บทความชื่อ Detoxification Reactions: Relevance to Aging กล่าวถึงระบบขับพิษ รวมทั้งการขับถ่ายนั้นสัมพันธ์กับความสูงอายุ กล่าวคือ การสะสมของพิษและสิ่งแปลกปลอมในร่างกาย จะทำให้เซลล์ในร่างกายเสื่อมลง ส่งผลต่อความชรา และอายุขัย

          ฉะนั้นการขับถ่ายจึงจำเป็น ทว่ากลับมีปัญหามากในผู้สูงอายุ จากบทความ Treatment of constipation in older people ตีพิมพ์ใน CMAJ. JAMJ ปี 2013 กล่าวว่าปัญหาการขับถ่าย หรือท้องผู้ในผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้น 50% โดยส่วนใหญ่ปัญหาท้องผูกมักมาร่วมกับอาการปวดท้อง และวิงเวียนศีรษะ ทั้งนี้อาการท้องผูกคือ การที่คนเราขับถ่ายน้อยกว่าสัปดาห์ละ 3 ครั้ง

 

เคี้ยวอาหารช้า อายุยืน    

            สำหรับวิธีแก้ปัญหา ที่เกี่ยวกับระบบย่อยอาหารอย่างง่ายคือ

- นั่งกินอาหาร เพื่อให้ร่างกายปรับไปอยู่ในโหมดที่เรียกว่า parasympathetic ซึ่งเป็นโหมดแห่งการผ่อนคลาย ทั้งนี้เมื่อร่างกายผ่อนคลาย อวัยวะต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับระบบย่อยจะทำงานของตนเองอย่างดี

สมองจะสั่งให้อวัยวะต่าง ๆ หลั่งฮอร์โมนและสารช่วยย่อย ออกมาเตรียมพร้อมสำหรับการย่อย เช่นต่อมน้ำลายหลั่งน้ำลาย กระเพาะอาหารหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร

- เคี้ยวช้า เราควรเคี้ยวช้า ๆ และเคี้ยวให้ละเอียด คำละ 20 – 30 ครั้ง ทั้งนี้เพื่อให้กระบวนการย่อยเป็นไปอย่างสมบูรณ์

- ไม่กินข้าวคำน้ำคำ โดยเฉพาะน้ำนั้นคือ น้ำหวาน เพราะอันดับแรก น้ำเปล่าจะไปทำให้กรดในกระเพาะอาหารลดความเป็นกรดลง และเมื่อมีความเป็นกรดไม่เพียงพอ ก็ไม่สามารถย่อยโปรตีนได้ และเมื่ออาหารที่ย่อยไม่ละเอียดผ่านไปยังลำไส้เล็ก ก็จะเกิดการบูดเน่า เกิดเป็นแบคทีเรียตัวร้าย ทำลายลำไส้เล็ก และผนังลำไส้เล็กอันเป็นที่อยู่ของภูมิคุ้ม

ส่วนน้ำหวานนั้น จะแย่งสารอาหารอื่น ๆ ในอาหารมื้อนั้น ๆ เพื่อไปทำให้ตัวเองกลายไปเป็นพลังงาน หรือกลูโคส

 

          การเป็นผู้สูงอายุที่มีร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์นั้นไม่ได้ง่าย แต่ก็ไม่ยากเลย และสามารถเริ่มได้ตั้งแต่อายุยังน้อย

           

 

 

อ้างอิง