10 สัญญาณ อาการจุลินทรีย์ในลำไส้ไม่สมดุล ( 4 คน )

          เรื่องจุลินทรีย์ในลำไส้เป็นเรื่องอินเทรนด์ ถ้าไม่รู้ คงจะบอกใคร ๆ ไม่ได้ว่า ฉันรักสุขภาพ ไม่เว้นว่าคุณอยู่ในวัยไหน เกิดเมื่อ 70 ปีแล้ว 50 ปีที่แล้ว หรือ 30 ปีที่แล้ว

          เนื่องจากประโยชน์ของจุลินทรีย์ดีในระบบย่อยอาหารนั้นมีประโยชน์มหาศาล และเอื้อมพรได้กล่าวอย่างละเอียดไปในสองบทความที่ผ่านมา และเชื่อว่าท้ายบทความนี้ จะมี link ไปถึงเรื่องราวเหล่านั้นด้วย เพื่อช่วยให้คนที่เพิ่งเข้ามาอ่านสามารถเข้าใจทุกอย่างได้

          บทความนี้ เอื้อมพรยกตำราเรียน NTP หรือ Nutritional Therapy Practitioner จากสถาบัน Nutritional Therapy Association มาบอกทุกท่าน ตำราเรียนส่วนนี้กล่าวถึงอาการผิดปกติของร่างกาย เมื่อจุลินทรีย์หรือเจ้าตัวจิ๋วชนิดดีในร่างกายมีน้อยกว่าเจ้าตัวร้าย กล่าวคือ

 

1. แพ้อาหารที่ไม่เคยแพ้

          แม้ว่าจะเกี่ยวข้องกับการทำงานมากเกินไป (overactive) ของภูมิคุ้มกัน แต่ด้วยความที่ระบบนี้ค่อนข้างซับซ้อน เราก็รู้ว่าแหล่งที่อยู่สำคัญของระบบภูมิคุ้มกัน ส่วนที่เรียกว่า Peyer’s Patches นั้นอยู่ที่ผนังลำไส้เล็ก ทำหน้าที่เป็นแนวกำแพงป้องกันแบคทีเรียและสิ่งแปลกปลอม

          อาการแพ้เกิดขึ้นกับร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นอาการแพ้อาหาร ผื่นแพ้บนผิวหนัง หรือการไอจาม ล้วนแล้วแต่เป็นปฏิกิริยาของร่างกายต่อสิ่งแปลกปลอม ซึ่งส่วนใหญ่ในที่สุดร่างกายจะปรับตัวได้ และเลิกแพ้สิ่งแปลกปลอมนั้น

          ทว่า หากช่วงเวลาใดที่จุลินทรีย์ตัวร้ายในระบบย่อยมีมากกว่าตัวดี เจ้าตัวร้ายเหล่านี้ก็มีความเจ้าเล่ห์มากพอ ที่จะพลางตัวฝ่ากำแพงป้องกันสิ่งแปลกปลอมของ Peyer’s Patches เข้าไป และก่อกวนระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้เกิดอาการแพ้ในสิ่งที่ไม่เคยแพ้ รวมทั้งแพ้อาหารบางอย่างที่ไม่เคยแพ้

 

2. ท้องผูกสลับกับท้องเสีย

          อาการนี้ส่อโรคลำไส้แปรปรวน หรือ Irritable Bowel Syndrome (IBS) ซึ่งก็เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของระบบย่อยอาหาร โดยเฉพาะเมื่อมีอาหารท้องผูกสลับกับท้องเสีย ร่วมกับอาการปวดท้อง วิงเวียน กระวนกระวาย

          และความผิดปกติดังกล่าวมักมาจาก ความไม่สมดุลของจุลินทรีย์ตัวดี – ร้ายในระบบย่อยอาหาร

 

3. ลิ้นเป็นฝ้า

          เป็นสัญญาณพื้นฐานของสุขภาพว่า ระบบทางเดินอาหารเกิดการก่อกวน โดยจุลินทรีย์หรือแบคทีเรียตัวร้าย หรือเป็นสัญญาณของน้ำย่อยให้กระเพาะอาหารมีไม่พอด้วยเช่นกัน

 

4. รู้สึกไม่ดี ในที่อับชื้น

          เป็นอีกสัญญาณสำคัญของการที่เกิดภาวะ dysbiosis หรือเจ้าตัวจิ๋วตัวชนิดร้ายเติบโตมากเกินไปในระบบทางเดินอาหาร โดยเฉพาะเชื้อรา พวกมันจะปล่อยท็อกซินออกมาจน overload และทำให้รู้สึกไม่ดี ในที่ที่อับชิ้นและมีเชื้อรา

 

5. กินยาแอนตี้ไบโอติก

          เรามักได้รับยาแอนตี้ไบโอติกหรือยาปฏิชีวนะมากิน เมื่อไปพบแพทย์เพราะความผิดปกติอันเกิดจากการติดเชื้อ ซึ่งแพทย์จะสั่งให้เรากินติดต่อจนครบโดส ทั้งนี้ยาแอนตี้ไบโอติกจะฆ่าเชื้อโรค ที่ก่อปัญหาต่อสุขภาพ พร้อมกับเจ้าตัวจิ๋วเจ้าถิ่น ไม่ว่าจะเป็นแบคทีเรียดีหรือจุลินทรีย์ดี  ทำให้ระบบทางเดินอาหารเสียสมดุล เกิดภาวะลำไส้เล็กหย่อน และสามารถติดเชื้อราง่ายขึ้น

          ทั้งนี้ ถ้าไม่สามารถฟื้นฟูจำนวนจุลินทรีย์หรือแบคทีเรียดีในระบบทางเดินอาหาร ให้กลับมาอยู่ในปริมาณที่สมดุลได้ อีกทั้งยังชอบบริโภคแป้งขาวและน้ำตาล ซึ่งเป็นอาหารของเชื้อราและแบคทีเรียตัวร้าย ก็จะทำให้เจ้าตัวร้ายเติบโตไม่หยุดหย่อน ปริมาณของเจ้าตัวจิ๋วตัวดีก็ยิ่งเสียสมดุลไปเรื่อย ๆ ร่างกายจะยิ่งติดเชื้อง่ายขึ้น เจ็บป่วยบ่อย

 

6. ติดเชื้อรา

          สืบเนื่องจากการกินยาแอนตี้ไบโอติกข้างต้น ที่เป็นสาเหตุสำคัญในการทำให้ปริมาณเจ้าตัวจิ๋วในระบบทางเดินอาหารเสียสมดุล ประกอบกับการกินแป้งขาวและน้ำตาลเป็นนิจศีล กินเป็นหลัก กินเป็นอาจิณ ก็จะยิ่งทำให้ระบบทางเดินอาหารเสียสมดุล รวมทั้งระบบภูมิคุ้ม และเราสามารถติดเชื้อง่ายขึ้น รวมทั้งเชื้อรา ที่มักเติบโต ปรากฏเป็นโรคเชื้อราตามง่ามนิ้วมือนิ้วเท้า รวมทั้งเชื้อราในช่องคลอด

 

7. ลมหายใจเหม็น มีกลิ่นตัว

          การที่มีลมหายใจเหม็นอาจมาจากภาวะผิดปกติทางทันต์ แต่หากมั่นใจว่า ไม่มีปัญหาช่องปาก ไม่มีโรคเหงือก หรือโรคฟัน ฟันผุ ต่าง ๆ ประกอบกับมีกลิ่นตัว ก็สามารถเป็นสัญญาณของภาวะ dysbiosis หรือภาวะแบคทีเรียและจุลินทรีย์ตัวร้ายในระบบทางเดินอาหารมีมากเกินไป

 

8. ผายลมมีกลิ่นเหม็น

           สัญญาณความผิดปกติของลำไส้ใหญ่ ที่เกิดจากแบคทีเรียหรือจุลินทรีย์ตัวร้ายรบกวนระบบการทำงานของระบบทางเดินอาหารส่วนล่าง หรือลำไส้ใหญ่ อย่างไรก็ตาม การผายลมมีกลิ่นก็อาจะเป็นสัญญาณของอาหารจากกระเพาะอาหารถูกย่อยไม่ละเอียด เกิดการหมักหมม จนเกิดเป็นแบคทีเรียตัวร้ายเติบโตอยู่ในระบบทางเดินอาหารส่วนต้น

 

9. มีอาการปวดบริเวณกล้ามเนื้อต้นขาด้านนอก

          ลำไส้ใหญ่ของเรามีเส้นประสาทเชื่อมโยงไปยังกลุ่มกล้ามเนื้อต้นขาด้านนอกที่เรียกว่า iliotibial band การใช้มือกดปักลงไปยังกล้ามเนื้อส่วนนี้ เป็นการทดสอบความผิดปกติของลำไส้ใหญ่

          ทั้งนี้ ความผิดปกติของลำไส้ใหญ่ก็มาจากการดื่มน้ำน้อยเกินไป กินไฟเบอร์น้อยเกินไป รวมทั้งปริมาณจุลินทรีย์และแบคทีเรียตัวร้ายมีมากเกินไป

          กล้ามเนื้อต้นขาด้านนอกหรือ iliotibial band ก็เป็นสัญญาณของความผิดปกติของต่อมลูกหมากของผู้ชาย และรังไข่ของผู้หญิงด้วยเช่นกัน

 

10. มีอาการปวดบริเวณท้องด้านล่างขวา

          อาการปวดท้องด้านล่างขวานั้นเป็นสัญญาณของอาการความผิดปกติหลายอย่าง อย่างแรกคือไส้ติ่งอักเสบ ซึ่งจำเป็นต้องไปรีบพบแพทย์ทันที นอกจากนี้ยังเป็นสัญญาณของซีสต์หรือเนื้องอกในมดลูก ปีกมดลูกอักเสบ ผนังลำไส้อักเสบ หรือลำไส้อุดตัน

          อย่างไรก็ตาม บริเวณท้องด้านล่างขวาก็เป็นตำแหน่งของหูรูดระหว่างลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ ทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนที่ของของเสียจากลำไส้ใหญ่ส่วนบนลงไปยังส่วนล่าง เพื่อพร้อมถ่ายออก ฉะนั้นผู้ที่ปัญหาท้องผูกก็มักมีอาการปวดบริเวณท้องด้านล่างขวาด้วย

          สุดท้าย ปริมาณแบคทีเรียและจุลินทรีย์ตัวร้ายมากเกินสมดุล ทั้งในลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ ก็ทำให้เกิดอาการปวดบริเวณนี้ได้ด้วยเช่นกัน

 

 

ล้อมกรอบ

ประโยชน์ของจุลินทรีย์ในระบบย่อยอาหาร

1. ช่วยย่อยอาหาร

2. ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย

3. ช่วยลดไขมันในเลือด

4. ช่วยลดน้ำตาลในเลือด

5. ช่วยต่อสู้กับเซลล์มะเร็ง

6. ช่วยลดความดันโลหิตสูง

7. ช่วยย่อยสลายยาเคมี

8. ช่วยสร้างตัวยารักษาโรคให้ร่างกาย

9. ช่วยสร้างวิตามินเค

10. ช่วยสร้างวิตามินบี 12

 

อ้างอิง

Digestive Wellness: Strengthen the Immune System and Prevent Disease Through Healthy Digestion, Alisabeth Lipsky