ยิ่งทำงาน ยิ่งอายุยืน ( 1 คน )

"Yold" หรือ Young Old เป็นคำที่ใช้เรียกผู้สูงวัย 65-75 ปี ในญี่ปุ่น ซึ่งมีความพร้อมทั้งสุขภาพกาย ใจ ไม่ป่วยติดเตียง หรือป่วยด้วยโรคเรื้อรัง แถมยังมีสุขภาพเงินที่แข็งแกร่งอีกต่างหาก

 

นอกจากนี้ งานวิจัยยังพบว่า ยิ่งคนกลุ่มนี้ทำงานมากเท่าไร จะยิ่งทำให้พวกเขามีสุขภาพที่ดียิ่งขึ้น และมีอายุยืนยาวขึ้น การศึกษาในเรื่องที่ใกล้เคียงกันจากเยอรมนี ยังพบด้วยว่า ยิ่งวัยเกษียณยังคงทำงานต่อเนื่องต่อไป ภาวะฤดูถอยของการ "รับรู้" ในวัยชราจะลดน้อยลง รวมถึงการรับรู้จะดีขึ้นกว่าอายุจริงถึง 1 ปีครึ่ง

 

สิ่งที่เริ่มสะท้อนให้เห็นแล้วก็คือ ในบรรดาธุรกิจสายการบินทั่วโลก "ลูกค้า" กลุ่มใหญ่ที่สุดคือผู้โดยสารวัย 60 ปี ในธุรกิจท่องเที่ยวก็เช่นกัน เจเนอเรชั่นเกษียณอายุ ถือเป็นกลุ่มที่ใช้จ่ายต่อหัวสูงที่สุด เมื่อเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศ และในด้านการศึกษาก็เช่นกัน ปัจจุบันมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มีนักศึกษาแผนกการศึกษาต่อเนื่องซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัยผู้ใหญ่ และวัยเกษียณอายุ สัดส่วนเพิ่มมากขึ้นกว่านักศึกษาปกติ

 

กลุ่ม Yold จึงไม่ใช่กลุ่มคนวัยเกษียณธรรมดาแล้วนะครับ ลืมภาพ ผู้สูงวัยสวมรองเท้าแตะ นั่งเลี้ยงหลานอยู่บ้านได้เลย เพราะคนในวัยนี้อาจเป็นกลุ่มคนที่ "ดิสรัปท์" วงการการตลาด การบริการ และการเงิน ตราบใดที่คนกลุ่มนี้แก่ช้าลงเรื่อยๆ

 

ขณะเดียวกัน บริษัทประกันชีวิต บริษัทประกันสุขภาพ ก็เปลี่ยนตัวเองจากการจ่ายบำนาญด้วย "อัตราคงที่" ไปสู่การบริหารเงินบำนาญให้แอคทีฟมากขึ้น และให้ผลตอบแทนมากกว่าเดิม

 

นอกจากนี้กลุ่ม Yold ยังเปลี่ยนวิธีคิดของผู้บริหาร และแผนกทรัพยากรบุคคลในองค์กรขนาดใหญ่หลายแห่ง จากเดิมที่คิดว่ายิ่งอายุมากขึ้น ประสิทธิภาพการทำงานยิ่งเสื่อมถอยมากขึ้น ผลสำรวจจากบริษัทผลิตรถบรรทุก และบริษัทประกันชีวิตเยอรมัน พบว่า ยิ่งอายุการทำงานมากขึ้น ประสิทธิภาพการทำงานเฉลี่ยกลับสูงขึ้น ขณะเดียวกัน การที่ทีมหนึ่งทีม มีกลุ่มอายุที่หลากหลาย โดยมีชาว Yold เข้าไปร่วมเป็น "มันสมอง" ด้วย จะทำให้ทีมมีประสิทธิภาพการทำงานที่ดีขึ้น และที่สุดแล้ว เมื่อคนวัย 65-75 ปี ยังคงทำงานได้ก็จะลดภาระของรัฐบาลในการอุดหนุนระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า และระบบบำนาญลดลง เพราะในเมื่อคนกลุ่มนี้ยังทำงานได้ และมีสวัสดิการจากที่ทำงาน ก็ไม่มีความจำเป็นที่รัฐจะจ่ายเงินช่วยเหลือเหมารวมแบบที่ผ่านมา

 

แต่เรื่องที่ใหญ่กว่าก็คือ "ทัศนคติ" ที่ต้องยอมรับก็คือเด็กรุ่นใหม่จำนวนมาก มองคนวัย 60+ ไม่ดีเท่าไหร่นักโดยส่วนใหญ่มองคนวัยนี้ว่าเป็นพวก "กะโหลกกะลา" ที่ไม่ยอมทำงาน และรอวันเกษียณเพียงอย่างเดียว องค์กรขนาดใหญ่หลายแห่ง "เลือกปฏิบัติ" ด้วยการจัดอบรมพัฒนาความรู้ใหม่ๆ ให้กับเด็กรุ่นใหม่เท่านั้น ส่วนคนวัยใกล้เกษียณ ไห้นั่งอยู่กับออฟฟิศเฉยๆ และองค์กรบางแห่ง ถึงขนาดเปลี่ยนสัญญาจ้างให้คนกลุ่มนี้เป็นพนักงาน "พาร์ทไทม์" หรือ “Job - Sharing" คือให้งานทำเป็นชิ้นๆ ไปเท่านั้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นแน่นอนก็คือ กลุ่ม Yold จะเรียกร้องให้องค์กร "เป็นมิตร" ต่อวัยของพวกเขามากขึ้น และในเวลาเดียวกัน ก็ขอให้คนที่อายุน้อยกว่า มองเขาในแง่บวกมากขึ้นเช่นกัน

 

นโยบายรัฐบาล ก็เป็นอีกอย่างที่ต้องเปลี่ยน ประเทศร่ำรวยอีกหลายประเทศทั่วโลก ยังคงมีอายุเกษียณที่ไม่สูงนัก แม้หลายคนที่เกษียณไปแล้ว จะอยากทำงานต่อก็ตาม การที่ตัวเลขของกลุ่ม Yold สูงขึ้นเรื่อยๆ จะเปลี่ยนการใช้จ่ายและภาระงบประมาณในเรื่องที่เกี่ยวกับสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญเช่นเดียวกัน โรคภัยไข้เจ็บจำนวนมาก สามารถป้องกันได้ และจะดีขึ้นหากเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ แต่ในหลายประเทศทั่วโลก ลงทุนเพียง 2-3% เท่านั้น ในการส่งเสริมป้องกันโรคหากกลุ่ม Yold มีจำนวนมากขึ้น ก็หมายความว่า รัฐบาลจะต้องลงทุนมากกว่านี้ในการส่งเสริมสุขภาพ-ป้องกันโรค เพื่อลดงบประมาณการรักษา "โรคเรื้อรัง" ซึ่งจะสูงขึ้นมหาศาลตามไปด้วยในอนาคต โดยเฉพาะในวันที่กลุ่ม Yold อายุเกิน 75 ปี ในอีก 10 ปีข้างหน้า

 

 

จริงหรือไม่ที่กลุ่ม Yold มีประสิทธิภาพสูงเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้ว ?

 

คำถามสำคัญก็คือ กลุ่ม Yold นั้น มีประสิทธิภาพสูง เฉพาะในประเทศที่ร่ำรวย หรือประเทศที่พัฒนาแล้วหรือไม่ และในประเทศที่ "กำลังพัฒนา" อย่างไทยนั้น กลุ่ม Yold ยังกระฉับกระเฉง พร้อมที่จะทำงานต่อไหม เพราะเมื่อใดก็ตามที่รัฐบาล จะขยายการเกษียณอายุจาก 60 เป็น 65 ปี สิ่งที่ได้รับดูจะเป็น "ก้อนอิฐ"มากกว่า "ดอกไม้" แต่ถ้ามีการศึกษาที่ชัดเจนมากกว่านี้ว่าคนวัยเกษียณในไทย ยังพร้อมที่จะทำงานการขยายอายุเกษียณก็ดูจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย...

 

 

Credit : The decade of the yold, People turning 65 will not retire quietly into the background โดย John Parkers นิตยสาร The

Economist, The World in 2020,