คุณค่าของการ “ขอบคุณ” ( 2 คน )

“คนไทยที่ไปอยู่ญี่ปุ่นนานๆ
จะสะดุดใจกับธรรมเนียมอย่างหนึ่งของคนญี่ปุ่น

 

คนญี่ปุ่นเขาจะกล่าวคำขอบคุณบ่อยมาก
ก่อนกินข้าวก็ขอบคุณ ขอบคุณเจ้านาย
ขอบคุณเพื่อนบ้าน ขอบคุณเพื่อนร่วมงาน
แม้กระทั่งขอบคุณอุปกรณ์ข้าวของ เครื่องใช้
..

ทำงานอะไรสำเร็จ
ก็ไม่ได้ขอบคุณเพื่อนร่วมงานอย่างเดียว
ขอบคุณอุปกรณ์ต่างๆที่ช่วยทำให้งานสำเร็จ
แล้วก็มีคำกล่าวขอบคุณแบบต่างๆถึง ๑๐ กว่าแบบ

 

ตั้งแต่ขอบคุณแบบง่ายๆ
จนขอบคุณเหมือนเป็นเรื่องยิ่งใหญ่
อย่างเช่นคำว่าขอบคุณร่มเงาของท่าน
ที่ทำให้มีฉันวันนี้
...
ก็จะเป็นคำกล่าวขอบคุณที่สุภาพมาก

 

มีผู้หญิงไทยคนหนึ่งไปทำงานที่ญี่ปุ่น
แล้วก็ไปเช่าอพาร์ทเม้นท์แห่งหนึ่งอยู่

 

วันหนึ่งก็เดินสวนกับคุณยาย
ซึ่งอยู่ห้องติดกัน พอคุณยายเห็น
คุณยายก็โค้งอย่างสุภาพแล้วก็กล่าวขอบคุณ

 

โอ-คา-เกะ-ซา-มา-เด๊ะ
ความหมายตรงตัวคือ
ขอบคุณร่มเงาของท่านที่ทำให้มีฉันในวันนี้
....

 

โห..เป็นเรื่องยิ่งใหญ่มากนะ

นักศึกษาไทยคนนี้ก็แปลกใจไปถามครูญี่ปุ่นว่า

ทำไมเขาขอบอกขอบใจขนาดนั้น


....ครูญี่ปุ่นก็อธิบายว่าคุณยายจะขอบคุณคุณ
ก็เพราะว่าถ้าคุณไม่ได้มาเช่าอพาร์ทเม้นท์แห่งนี้
ก็อาจจะมีพวกหนุ่มวัยรุ่น หรืออันธพาลมาพักก็ได้

 

ซึ่งก็จะทำให้ชีวิตแกไม่มีความสุข

 

เรื่องก็ไม่ได้ใหญ่โต
เพียงแค่มีคนๆหนึ่งมาพักอยู่ห้องติดกัน
แล้วก็ไม่ได้ก่อความวุ่นวายไม่ได้ส่งเสียงดัง

 

แค่นี้ก็รู้สึกขอบคุณแล้ว

ถ้าเจอหน้าก็อยากจะขอบคุณงามๆ

 

 

คนญี่ปุ่นเขาสามารถที่จะเห็นข้อดี
ของสิ่งต่างๆมากมาย
จนรู้สึกขอบคุณได้ในแทบทุกเรื่อง

อย่างเช่น ขอบคุณอาหาร

 

ขอบคุณอาหารมีความหมายว่า
ขอบคุณคนที่ทำอาหารให้
ขอบคุณพ่อค้า แม่ค้า
ที่นำสินค้ามาเป็นเครื่องปรุงอาหาร

 

ขอบคุณแม้กระทั่งสัตว์และพืช
ที่สละตนเองมาเป็นอาหาร
ขอบคุณธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์
ทำงานสำเร็จก็ขอบคุณเพื่อนร่วมงาน

 

ขอบคุณเจ้านายที่มีส่วนร่วมช่วยทำให้สำเร็จ

 

การที่ขอบคุณทั้งที่เอ่ยออกมาเป็นคำพูด
หรือนึกอยู่ในใจ นี่ดีนะมันทำให้เรามีความสุข
....

 

คนเราถ้ารู้สึกว่า

อะไรต่ออะไรน่าขอบคุณไปหมด
ก็มีแต่ความสุข
เพราะคนเราจะขอบคุณอะไรได้
ก็จะต้องเห็นข้อดีของสิ่งนั้น
หรือเห็นคุณค่าที่เราได้รับจากสิ่งนั้น
ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เสื้อผ้า ข้าวของ เครื่องใช้

 

เราจะขอบคุณอาหาร เสื้อผ้า ข้าวของ ได้
เมื่อเราเห็นคุณค่า
เห็นประโยชน์ที่เราได้รับจากสิ่งนั้น
เราจะขอบคุณเพื่อนบ้าน

 

เราจะขอบคุณเพื่อนร่วมงานได้
เพราะเราเห็นประโยชน์
หรือสิ่งดีๆที่เราได้รับจากคนเหล่านั้น
พูดง่ายๆก็คือเราต้องรู้จักมองเห็นด้านดี
หรือสิ่งดีๆจากสิ่งต่างๆ เราจึงจะรู้สึกขอบคุณได้

 

การที่เรามองเห็นสิ่งดีๆของสิ่งต่างๆ
ที่เกี่ยวข้องกับเรา ช่วยทำให้ใจเราไม่ติดลบ
เพราะถ้าเรามองไม่เห็นแบบนี้
เราจะเห็นแต่ข้อเสีย เห็นแต่โทษ เห็นแต่ปัญหา

 

แต่พอเรามองเห็นข้อดี หรือประโยชน์
ที่เราได้รับจากสิ่งต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็นคนหรือว่าสิ่งของ
ทำให้เรารู้สึกอยากจะขอบคุณ

 

เมื่อเราขอบคุณบ่อยๆ
แม้ว่าจะนึกในใจก็ทำให้เสียงบ่น
เสียงตำหนิ หรือเสียงต่อว่า
สมเพชตัวเองน้อยลง
...

 

อันนี้มันเป็นธรรมเนียมที่ดี
แต่ถ้าเราไม่ทำเป็นแค่ทำเป็นธรรมเนียม

 

 

แต่ลองฝึกจิตฝึกใจเอาไว้
มองเห็นสิ่งต่างๆว่ามีบุญ มีคุณ
มีประโยชน์กับเราอย่างไร
และทำให้เรารู้สึกขอบคุณ

 

ถ้าเรามีทัศนคติแบบนี้
อยู่ที่ไหนก็มีความสุข

 

แต่ถ้าไม่มี มาวัดก็มีแต่เสียงบ่นอยู่ในใจ
กุฏิเล็กไป ไม่มีห้องน้ำ คับแคบ หรือว่าเดินไกล

 

แต่พอเราเปลี่ยนมาเป็นว่า
ขอบคุณกุฏิที่ให้ที่พักกับเรา
ขอบคุณกุฏิที่พัก ที่ช่วยป้องกันแดด
ป้องกันฝนให้กับเรา ความรู้สึกมันจะเปลี่ยนไปเลย

 

เสียงบ่น เสียงตำหนิในใจจะหายไปเลย
จะมีแต่ความรู้สึกดีๆ
...

 

อาหารก็เหมือนกัน ถ้าเราขอบคุณอาหาร
เพราะช่วยทำให้เรามีกำลัง มีเลือด มีเนื้อ
ก็ทำให้เสียงบ่นว่าอาหารไม่อร่อย
หวานไป จืดไปนี่หายไปเลย

 

ธรรมเนียมที่นี่ก็มีเหมือนกัน ก่อนกินอาหาร
หลังจากการให้พร เราจะมีกล่าวปะฏิสังขาโย
ซึ่งจะต่างจากการขอบคุณ

 

แต่ก็คล้ายๆกันคือเป็นการเตือนใจ
ให้เราบริโภคอาหารให้คุ้มค่า
ให้สมกับคุณค่าของอาหาร
คือว่าไม่ได้กินเพื่อความเพลิดเพลินสนุกสนาน

 

ไม่ได้กินเพื่อความเอร็ดอร่อย
แต่กินเพื่อให้ร่างกายอยู่ได้
เพื่อให้ความลำบากทางกายหมดไป
และเพื่ออนุเคราะห์กับการประพฤติพรหมจรรย์
...

 

อันนี้คือการเตือนใจให้บริโภคอาหาร
สมกับคุณค่าที่แท้จริงของมัน
จะช่วยทำให้เราเห็นคุณค่าของอาหาร

 

เมื่อเราเห็นคุณค่าของอาหารแล้ว
ความรู้สึกของคุณ ก็จะเกิดขึ้นตามมาเอง
ได้สืบเนื่องกัน

 

อันนี้รวมไปถึงข้าวของเครื่องใช้ด้วย
ถ้าเรารู้จักขอบคุณข้าวของ เครื่องใช้
หรือเห็นคุณค่าของข้าวของ เครื่องใช้
เราก็จะใช้มันอย่างถูกต้องสมคุณค่า
รวมทั้งไม่ใช้เพื่อความโก้ความเก๋
ไม่ใช้เพื่อความอวด

 

ซึ่งอันนั้นมันเป็นคุณค่าเทียม
ไม่ใช่คุณค่าแท้ของสิ่งต่างๆที่เราใช้แล้วสอย

 

และถ้าเราเห็นคุณค่าแท้
เราก็จะทะนุถนอมไม่ใช้อย่างทิ้งๆขว้างๆ
...

 

อย่างคนสมัยนี้
ข้าวของเครื่องใช้อะไร
ก็ไม่ได้เห็นคุณค่าเท่าไหร่
ไม่ได้ทะนุถนอมเท่าไหร่
เพราะไม่ได้มีความรู้สึกขอบคุณในสิ่งเหล่านั้น

 

เพราะฉะนั้นถ้าเราอยากจะ
ใช้ชีวิตของเราแต่ละวันๆ มีความสุข
ต้องรู้จักขอบคุณบ้าง

 

เริ่มตั้งแต่ขอบคุณเช้าวันนี้
ที่ยังเรายังตื่นมีลมหายใจ
ยังไม่เจ็บยังไม่ป่วย
ยังมีเวลาที่จะทำคุณงามความดีได้
มีอะไรมากมายที่เราจะรู้สึกดีๆ
กับทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น
หรือผ่านเข้ามาในชีวิตของเรา
...

 

และทำให้ความรู้สึกแย่ๆ
บ่น โวยวาย ตีโพยตีพาย
ถูกกลบด้วยเสียงขอบคุณ
หรือการเห็นคุณค่า
ของสิ่งต่างๆที่มีอยู่รอบตัวเรา”
...

 

 

“ขอบคุณ” เพจ Kanlayanatam มากๆนะครับ